โตเกียวโร่ขอโทษหลังพบ “หญิงศรีลังกา” ดับคาเรือนจำ ตม.ญี่ปุ่น ยืนยันเดินหน้าปรับปรุงสภาพแวดล้อมใหม่

รัฐมนตรียุติธรรมญี่ปุ่นออกมาขอโทษต่อสาธารณะในวันอังคาร (10 ส.ค.) หลังมีคนต่างด้าวชาวศรีลังกาเพศหญิงเสียชีวิตในเรือนจำของสำนักงานตำรวจเข้าเมืองญี่ปุ่นเมื่อมีนาคม ประกาศพร้อมจะเดินหน้าปฏิรูปสภาพแวดล้อมของระบบใหม่

เอเอฟพีรายงานวันนี้ (10 ส.ค.) ว่า รัฐมนตรียุติธรรมญี่ปุ่น โยโกะ คามิคาวา (Yoko Kamikawa) กล่าวว่า ในรายงานสรุปการเสียชีวิตในเดือนมีนาคมของหญิงชาวศรีลังกาวัย 33 ปี วิชมา ซันดามาลี (Wishma Sandamali) ได้รับการปฏิบัติอย่างไม่เหมาะสมจนทำให้สุขภาพร่างกายทรุดโทรม

ทั้งนี้ พบว่าซันดามาลี ถูกส่งมาควบคุมตัวเนื่องมาจากการอยู่ในญี่ปุ่นเกินกว่าวีซ่ากำหนดหลังจากที่เธอร้องขอการคุ้มกันจากตำรวจ โดยมีรายงานว่าได้หลบหนีออกมาจากความสัมพันธ์ที่มีการทำร้ายร่างกาย

เอเอฟพีชี้ว่า มีรายงานว่าหญิงศรีลังกามักกล่าวว่าเธอรู้สึกปวดท้องและอาการอื่นๆ เริ่มมาตั้งแต่เดือนมกราคม นักเคลื่อนไหวที่ให้การช่วยเหลือเธอกล่าวว่า ซันดามาลีไม่ได้รับการรักษาพยาบาลอย่างเหมาะสม

คามิคาวา กล่าวว่า “ดิฉันขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งไปยังมารดาของเธอและครอบครัวผู้สูญเสีย และดิฉันขอโทษอย่างมากสำหรับการเสียชีวิตที่มีคุณค่าเช่นนี้ภายในเรือนจำ”

รัฐมนตรียุติธรรมญี่ปุ่นกล่าวว่า ในรายงานไม่มีการแสดงถึงสาเหตุการเสียชีวิตของซันดามาลี แต่พบว่าเรือนจำในนาโกยา ภาคกลางของญี่ปุ่นนั้นขาดระบบประเมินสุขภาพของผู้ต้องขังและไม่มีการให้ความช่วยเหลือด้านการรักษาพยาบาล

“ดิฉันได้กำชับให้หัวหน้าสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองญี่ปุ่นทำการควบคุมและตรวจสอบหน่วยงานของตัวเองในภูมิภาคอย่างครบถ้วน”

เธอกล่าวอีกว่า “เราจะทำการปฏิรูปด้วยเป้าหมายที่ว่าจะไม่มีการเกิดเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีก”

สถานีโทรทัศน์ NHK ของญี่ปุ่นรายงานว่า มีเจ้าหน้าที่ประจำเรือนจำ 4 รายถูกตำหนิต่อการตายของหญิงศรีลังการายนี้ แต่ไม่มีใครถูกสั่งให้ออกจากงานเพราะสาเหตุนี้

ครอบครัวของซันดามาลีเดินทางมาที่ญี่ปุ่นพร้อมกับการรณรงค์ให้มีการเปิดเผยข้อมูลการเสียชีวิตของเธอ และชี้ว่าคำแถลงของรัฐบาลญี่ปุ่นยังไม่พอเพียง

ปูร์นิมา ซึ่งเป็นพี่สาวของผู้ตายกล่าวในงานแถลงข่าวระบุว่า “ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบการเสียชีวิต ทางเราไม่พอใจจากการแค่เรียกเจ้าหน้าที่มาตำหนิ”

นักสิทธิมนุษยชนออกมาวิพากษ์วิจารณ์นานแล้วต่อสภาพภายในเรือนจำญี่ปุ่น รวมไปถึงการที่ผู้คุมเรือนจำจะให้ความช่วยเหลือฉุกเฉินทางการแพทย์ได้อย่างไร

เมื่อพฤษภาคมที่ผ่านมา นักการเมืองพรรครัฐบาลญี่ปุ่นหยุดการผลักดันต่อการเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์การจัดการกลุ่มผู้ขอลี้ภัยและการส่งตัวออกนอกประเทศที่อื้อฉาวหลังจากถูกฝ่ายค้านกดดันต่อการเสียชีวิตของซันดามาลี

ร่างกฎหมายเปลี่ยนแปลงที่เสนอรวมไปถึงการทำให้กระบวนการง่ายดายขึ้นสำหรับการส่งตัวผู้ลี้ภัยที่ไม่ได้รับการอนุญาตกลับประเทศ และเป็นสิ่งที่ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์จากกลุ่มนักสิทธิมนุษยชนที่กล่าวว่าโตเกียวสมควรต้องรับผู้อพยพมากขึ้น

ซึ่งอ้างอิงจากสำนักข่าวไมอิจิของญี่ปุ่นพบว่า สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองญี่ปุ่นได้ออกรายงานเกี่ยวกับการเสียชีวิตของซันดามาลีในวันอังคาร (10) โดยระบุว่า การเสียชีวิตของเธอเกิดขึ้นจากการที่เรือนจำระดับภูมิภาคของทางสำนักงานในภาคกลางที่เธอถูกขังไม่มีการปฏิบัติอย่างเหมาะสมและทันท่วงทีให้การช่วยเหลือทางการแพทย์หลังจากผู้ตายบอกว่า “รู้สึกไม่สบาย” และยังชี้ไปว่า เรือนจำนั้นไม่มีความพร้อมฉุกเฉินและยังล้มเหลวต่อการประเมินในสถานการณ์ในฐานะความเป็นองค์กร

ทั้งนี้ วิชมา ซันดามาลี วัย 33 ปี เสียชีวิตอยู่ในเรือนจำสำนักงานตำรวจเข้าเมืองภูมิภาคนาโกยา (Nagoya Regional Immigration Services Bureau) จังหวัดไอจิ เมื่อวันที่ 6 มี.ค ปีนี้ หลังจากที่เธอได้ระบุว่าเริ่มรู้สึกคลื่นไส้และมีอาการชามาตั้งแต่วันที่ 15 ม.ค. ต้นปี และอาการป่วยของเธอเลวร้ายลงตามลำดับ

ซันดามาลีถูกส่งเข้าเรือนจำของ ตม.ญี่ปุ่นมาตั้งแต่เดือนสิงหาคมปี 2020 หลังจากที่เธออยู่ในญี่ปุ่นเกินกำหนดวีซ่าตั้งแต่มกราคมปี 2019 โดยเธอเดินทางเข้าญี่ปุ่นครั้งแรกในปี 2017 ในฐานะนักศึกษาต่างชาติ

โดยในรายงานสุดท้ายรับรู้ว่าซันดามาลี เสียชีวิตเนื่องมาจากการล้มป่วย แต่ยังชี้ว่ารายละเอียดกระบวนการที่นำไปสู่การเสียชีวิตยังไม่สามารถประเมินได้เนื่องมาจากมีปัจจัยไม่กี่อย่างประกอบ

รายงานชี้ว่า การตอบสนองของเรือนจำ ตม.นาโกยาต่อคำร้องของซันดามาลี ต่ออาการป่วยของเธอและรวมไปถึงสภาพการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายของเธอที่ทรุดโทรมลงยังไม่เพียงพอ และได้เสนอมาตรการออกมาเพื่อปรับปรุงไม่ให้เกิดเหตุเช่นนี้อีกครั้งในอนาคต

รายงานสุดท้ายยังกล่าวว่า เรือนจำแห่งนี้มีความสามารถจำกัดในการให้ความช่วยเหลือทางการแพทย์ต่อนักโทษต่างด้าว โดยจะมีแพทย์อายุรศาตร์พาร์ทไทม์เดินทางมาที่เรือนจำแค่สัปดาห์ละ 2 ครั้งเท่านั้น

ไมอิจิรายงานว่า การสอบสวนของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองญี่ปุ่นต่อการเสียชีวิตของซันดามาลี ประกอบไปด้วยการสอบปากคำ 139 ครั้งโดยมีฝ่ายที่เกี่ยวข้อง จำนวน 63 คน และยังได้ขอความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญ